Closed System คืออะไร? วิธีเทรดแบบไม่ล้างพอร์ตที่มืออาชีพใช้

Closed System คืออะไร? วิธีเทรดแบบไม่ล้างพอร์ตที่มืออาชีพใช้


หลายคนคิดว่าการเทรดจะกำไรได้ ต้องอ่านกราฟเก่ง ต้องจับจังหวะให้แม่น หรือมีอินดี้ดี ๆ สักตัวแต่ในความเป็นจริงแล้ว…เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้ “กราฟ” แต่แพ้ “ความเสี่ยงที่จัดการไม่ไหว”

Closed System จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ มันคือระบบที่ออกแบบให้คุณเทรดแบบ “ไม่ล้างพอร์ต” แม้ตลาดจะวิ่งขึ้นลงผันผวนแค่ไหนก็ตาม และที่สำคัญคือ คุณทำกำไรได้ แม้จะไม่รู้ทิศทางราคา (Non-directional Trading)

หลักการ Closed System แบบง่ายที่สุด

  1. เลือกสินทรัพย์ที่ไม่กลายเป็น 0
    เช่น SET50, กองทุน, หุ้นใหญ่, ทองคำ
    (เพราะถ้าสินทรัพย์เป็น 0 ระบบจะพัง ซึ่งทอง/SET50 โอกาสเกิดแทบไม่มี)

  2. กำหนดกรอบราคา 2 จุด

    • จุดสูงสุด ที่เราจะทยอยขาย

    • จุดต่ำสุด ที่จะทยอยซื้อ
      (ปลอดภัยที่สุดคือจุดต่ำสุดใกล้ “0 แบบเป็นไปไม่ได้”)

  3. แบ่งเงินเป็นไม้ย่อย
    ดูว่าเงินทั้งหมดเราสามารถแบ่งได้กี่ไม้ เช่น 10 ไม้, 20 ไม้
    แล้วยิงไม้ตามราคาแบบ “ถูกซื้อมาก – แพงขายมาก”

  4. ยิ่งราคาเหวี่ยง เรายิ่งได้ Cashflow
    ระบบนี้ไม่ได้หวังราคาต้องขึ้น
    เพราะ ขึ้นเราขาย – ลงเราซื้อ ได้กำไรจากการแกว่งตัว

  5. ถ้าราคาตกถึงจุดต่ำสุดที่กำหนด พอร์ตก็ยังไม่เจ๊ง
    เพราะเรามี

    • Cashflow เก็บสะสมมาตลอดทาง
      ทำให้จุดคุ้มทุน (Breakeven) ต่ำลงเรื่อย ๆ

ข้อดีของ Closed System

  • ยิ่งตลาดผันผวนมากเราจะสร้างกระแสเงินสดได้มาก (เหมาะสำหรับสินทรัพย์ที่มีความผันผวน เช่น Gold, Crypto Currency)

  • เสี่ยงต่ำมาก เพราะเราคุมกรอบราคาได้

  • รายได้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะรูปแบบ Grid Trading ยิ่งเหมาะกับ Closed System

ข้อเสียของ Closed System

  • สำหรับมือใหม่ ไม่ควรใช้ระบบนี้กับตลาดอนุพันธ์ (Derivative) เช่น Futures, CFDs

  • ต้องมีเงินครบตามจำนวนไม้ ไม่เหมาะสำหรับคนทุนน้อยมาก

  • ถ้ากรอบราคากำหนดผิด หรือสินทรัพย์เกิดวิกฤตจริง มีโอกาสพอร์ตพังได้

  • ไม่รวย การเทรดแบบ Close System เป็นการเทรดชนิดที่สร้างกระแสเงินสด (Beta) หมายความว่าเราจะได้ผลตอบแทนไม่มากไปกว่าตลาดเวลาขึ้น แต่เวลาตลาดลงเราจะไม่เสียเยอะเช่นกัน

การตั้งโซนราคา (สำคัญที่สุดของระบบนี้)

ใช้เครื่องมือ Volume Profile ใน TradingView เพื่อดูว่า

  1. โซนที่มี Volume หนาแน่น  หมายถึงโซนที่ราคาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่

  2. โซนที่ Volume เบาบาง  ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นจุดที่ไม่ค่อยเกิดการผันผวนไม่ควรเทรดในโซนนี้

นี่คือวิธีที่กองทุนใช้เพื่อหา “กรอบความปลอดภัย” ก่อนตั้งระบบ Closed System เปรียบเสมือนการกำหนดจุดยุทธ์ศาสตร์

หลักการสำคัญของ Closed System

  1. หาจุดปลอดภัย โดยใช้ Volume Profile 

***มองตลาดเป็นโซน ไม่ใช่เป็นแท่งเทียน

  • POC (Point of Control - เส้นสีขาวแนวนอน): เป็นจุดที่มีการซื้อขายหนาแน่นที่สุด (Fair Price) 

  • HVN (High Volume Node - กองภูเขาวอลลุ่ม): เป็นโซนที่ผันผวนที่สุดเนื่องจากส่วนใหญ่ราคามักจะไปกระจุกตัวอยู่ (ใช้กลยุทธ์ของเราในโซนนี้) ***

  • LVN (Low Volume Node - ช่องว่างวอลลุ่ม):  เป็นจุดที่ควรหลีกเลี่ยงในการกำหนดโซน เนื่องจากเป็นจุดที่เกิดความผันผวนน้อย

2) KZM  Killing Zone Method (แกนหลักของระบบ) หลักคือ

  • รอให้ราคา “กลับเข้าโซน”

  • ไม่ไล่ราคา

  • ไม่ตาม Breakout

  • ไม่เข้าในพื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ

  • ลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นได้มากกว่า 70%

3) ใช้ Lot ตามทุนจริง  ราคาทองอยู่ราว 4,050$–4,150$

Contract Size

  • 1 lot = 100 oz

  • 0.1 lot = 10 oz

  • 0.01 lot = 1 oz

ทุนขั้นต่ำที่เหมาะสม

Lot

ทุนขั้นต่ำที่ควรมี

0.01

300–500$

0.05

1,500–3,000$

0.1

3,000–5,000$

0.5

15,000–25,000$

ตัวอย่างการเทรดทองคำจริง 

1. การกำหนดโซนที่ได้เปรียบและจุดเข้า-ออก 

โซนที่ได้เปรียบ 3,960  ถึง 4,100

จุดเข้า-ออก คือ ของกลยุทธนี้ คือ ทุกๆ 10$ หรือ 1,000 จุด (เส้นประในรูป) 

หลังจากนี้จะเป็นการอธิบายว่าเราจะทำกำไรได้ยังไง

สมมติให้ราคาเริ่มต้นที่ 4,030 และมีการเคลื่อนไหวแบบสลับขึ้นลง:

  1. ราคาเคลื่อนที่ลง:

    • เปิดออเดอร์ที่ 1: ราคาวิ่งลงถึง 4,020 Buy Order (0.01 lot) ถูกเปิด (ออเดอร์ 1)

    • ทำกำไร: ราคาดีดกลับขึ้นไปถึง 4,030 Buy Order 1 ปิดทำกำไร

    • กำไรที่ได้รับ: (4,030 - 4,020) x 1,000 จุด x 0.01 lot = 10$

  2. ราคาเคลื่อนที่ลงต่อ:

    • เปิดออเดอร์ที่ 2: ราคาวิ่งลงถึง 4,010 Buy Order (0.01 lot) ถูกเปิด (ออเดอร์ 2)

    • ทำกำไร: ราคาดีดกลับขึ้นไปถึง 4,020 Buy Order 2 ปิดทำกำไร

    • กำไรที่ได้รับ: (4,020 - 4,010) x 1,000 จุด x 0.01 lot = 10$

  3. ราคาเคลื่อนที่ขึ้น:

    • เปิดออเดอร์ที่ 3: ราคาวิ่งขึ้นถึง 4,040 Sell Order (0.01 lot) ถูกเปิด (ออเดอร์ 3)

    • ทำกำไร: ราคาตกลงมาถึง 4,030 Sell Order 3 ปิดทำกำไร

    • กำไรที่ได้รับ: (4,040 - 4,030) x 1,000 จุด x 0.01 lot = 10$

  4. ราคาเคลื่อนที่ขึ้นต่อ:

    • เปิดออเดอร์ที่ 4: ราคาวิ่งขึ้นถึง 4,050 Sell Order (0.01 lot) ถูกเปิด (ออเดอร์ 4)

    • ทำกำไร: ราคาตกลงมาถึง 4,040 Sell Order 4 ปิดทำกำไร

    • กำไรที่ได้รับ: (4,050 - 4,040) x 1,000 จุด x 0.01 lot = 10$

สรุป:

  • ทุกๆ ครั้งที่ราคาเคลื่อนที่ผ่านระดับ Grid และกลับตัวไปถึงระดับ Take Profit จะมีการทำกำไร 10$

  • Grid Trading จะสร้างรายได้จากการเคลื่อนไหวของราคาที่สลับขึ้นลง (Sideways/Ranging) ภายในช่วงที่กำหนด ยิ่งราคาวิ่งขึ้นลงสลับไปมาถี่เท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีการเปิด-ปิดออเดอร์และทำกำไรสะสมไปเรื่อยๆ

FAQ (คำถามพบบ่อย)

Q: Closed System ใช้กับคู่เงินอื่นได้ไหม?
ได้ แต่ทองเหมาะที่สุดเพราะโซนชัด

Q: ต้องมีทุนเท่าไหร่ถึงจะเริ่มได้?
เริ่มที่ 300–500$ แต่ยิ่งทุนมาก ระบบยิ่งนิ่ง

Q: ระบบนี้กันล้างพอร์ต 100% ไหม?
ไม่มีระบบไหนกันได้ 100% แต่ลดความเสี่ยงล้างพอร์ตได้ 80–90%

Q: ต้องเทรดทุกวันไหม?
ไม่จำเป็น เทรดเฉพาะวันที่ “ตลาดให้โอกาสจริง ๆ”

Closed System คือ ระบบการลงทุนแบบปิดความเสี่ยง ที่ตั้งกรอบราคาไว้ชัดเจนตั้งแต่เริ่ม และทำกำไรแบบ Cashflow ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง

Closed System ไม่ใช่กลยุทธ์มหัศจรรย์อะไร แต่มันคือ แนวคิดบริหารความเสี่ยงที่ออกแบบมาเพื่อให้คนธรรมดาอยู่ในตลาดได้อย่างมืออาชีพ และยิ่งยุคตลาดเหวี่ยงหนักแบบปี 2025 ระบบนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าคุณอยากตั้งระบบให้พอร์ต “รอดก่อนโต” แนะนำลองเข้าไปดูคอร์สที่เว็บไซต์ AllFXAcademy.com ได้เลยนะคะ