แนวรับ–แนวต้านแบบพื้นฐานสำหรับมือใหม่

ทำไมมือใหม่ต้องเข้าใจแนวรับ–แนวต้าน?
หลายคนเคยได้ยินว่า “เทรดตามเทรนด์” แต่พอทำจริงกลับงง จุดไหนคือเทรนด์ จุดไหนคือพักตัว จุดไหนคือกลับตัว? เพราะจริง ๆ แล้ว เทรนด์นั้นจะทำงานได้ดีเมื่อเรา รู้จักใช้ แนวรับ (Support) และ แนวต้าน (Resistance) อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับมือใหม่ การเข้าใจสองคำนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องว่า จะเข้า–ออกตลาดที่ไหน ถ้ายังไม่เข้าใจแนวรับ–แนวต้าน ตัวกราฟอาจดูซับซ้อน และยากที่จะเข้าใจ
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจแนวรับและแนวต้านได้ง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริงและเทคนิคที่ใช้ได้จริงค่ะ
แนวรับ–แนวต้านคืออะไร?
🟩 แนวรับ (Support)
แนวรับคือจุดที่ราคาลงไปแล้วมีแนวโน้มที่จะหยุดหรือลงต่อไม่มาก และมักจะเกิดการดีดกลับขึ้นมา
ในแง่ของการเทรด แนวรับเป็นจุดที่เราคาดการณ์ได้ว่า “ราคาจะไม่ลงต่ำกว่าจุดนี้มากนัก”
ตัวอย่าง
ราคาทองคำ (XAUUSD) เคยลงมาแตะ 3,950$ แล้วดีดกลับขึ้นหลายครั้ง 3,950$ จะกลายเป็นแนวรับสำคัญที่เทรดเดอร์มองว่า “จุดซื้อ”
🟩 แนวต้าน (Resistance)
แนวต้านคือจุดที่ราคาขึ้นไปแล้วมักเจอแรงขาย ทำให้ราคาหยุดหรือย่อลง ในแง่ของการเทรด แนวต้านเป็นจุดที่เราคาดการณ์ได้ว่า “ราคามักไม่สามารถขึ้นไปต่อได้ง่าย ๆ” จึงเป็นจุดที่ดีสำหรับการขาย
ตัวอย่าง
ราคาทองคำ (XAUUSD) เคยขึ้นไปแตะ 4,120$ แล้วไม่สามารถไปต่อ เกิดการย่อลงมา 4,120$ จะกลายเป็นแนวต้านสำคัญที่เทรดเดอร์มองว่า “น่าจะขาย”
ทำไมต้องรู้แนวรับ–แนวต้าน?
✔ ช่วยให้คุณรู้ว่า เมื่อไหร่ควรซื้อ และ เมื่อไหร่ควรขาย
แนวรับ = จุดซื้อ
แนวต้าน = จุดขาย
✔ ช่วยประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ถ้าราคาใกล้แนวรับ ความเสี่ยงต่ำ
ถ้าราคาใกล้แนวต้าน ความเสี่ยงสูง
✔ ช่วยคาดการณ์ทิศทางราคา
ถ้าคุณรู้ว่าแนวรับและแนวต้านอยู่ตรงไหน คุณจะคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาได้ดียิ่งขึ้น
การใช้แนวรับ–แนวต้านในการเทรด
1) เข้า Buy ที่แนวรับ
เมื่อราคาใกล้แนวรับ และมีการดีดตัวกลับขึ้น ถือเป็นสัญญาณเข้า Buy แนวรับที่ดีควรมีลักษณะการดีดกลับแรง หรือมี Volume สูงที่สอดคล้อง
ตัวอย่าง
ราคาทองคำ (XAUUSD) ตกลงมาที่แนวรับที่ 4,000$ แล้วดีดขึ้นมา คุณสามารถเข้า Buy ที่จุด ~4,000$ และตั้ง SL ใต้แนวรับ
2) เข้า Sell ที่แนวต้าน
เมื่อราคาใกล้แนวต้าน และมีการย่อลง ถือเป็นสัญญาณเข้า Sell เหมือนกับการซื้อที่แนวรับ ต้องตรวจสอบสัญญาณยืนยันด้วย
ตัวอย่าง
ราคาทองคำขึ้นไปถึงแนวต้านที่ 4,120$ แล้วมีการย่อลงมาที่ ~4,090$ คุณสามารถเข้า Sell ที่ ~4,120$ และตั้ง SL เหนือแนวต้าน
3) ใช้แนวรับ–แนวต้านร่วมกับกลยุทธ์
Breakout: เมื่อราคาทะลุแนวต้าน เข้า Buy
Breakdown: เมื่อราคาหลุดแนวรับ เข้า Sell
การใช้แนวรับ–แนวต้านร่วมกับกลยุทธ์ช่วยให้คุณคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาได้แม่นยำขึ้น
เทคนิคการหาแนวรับ–แนวต้านที่แม่นยำ
1) ใช้เส้นแนวรับ/แนวต้านจากอดีต ดูว่าในอดีตราคาเคยเด้งกลับหรือย่อจากจุดไหน
2) ใช้ Fibonacci Retracement ระดับ 38.2%, 50%, และ 61.8% มักเป็นจุดที่ราคามักหยุดหรือเด้ง
3) ใช้ Volume Profile ดูโซนที่ราคามีการซื้อขายหนาแน่น (High Volume Node) โซนนั้นมักจะเป็นแนวรับ/แนวต้านที่แข็งแรง
FAQ – คำถามที่มักเจอเกี่ยวกับแนวรับ–แนวต้าน
Q: แนวรับ–แนวต้านเป็นแค่เส้นในกราฟจริงหรือ?
A: ไม่ใช่แค่เส้นเท่านั้น แต่เป็นจุดที่ตลาดมีพฤติกรรมเปลี่ยนทิศทางจริง ๆ
เพราะราคาเดินตามพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาด
Q: ควรใช้แค่แนวรับ–แนวต้านในการเทรดหรือไม่?
A: ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียว
ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น Volume Profile, Indicators หรือ Trendline
สรุปสำหรับคนที่อยากเทพเรื่องเทรนด์
การเทรดตามเทรนด์ไม่ใช่แค่ดู Higher High / Lower Low แต่ต้องเข้าใจ
โครงสร้างของราคา (Market Structure)
การย่อและการดีดตัว (Retracement)
โซนที่มีแรง (Demand/Supply)
แค่เข้าใจหลักเหล่านี้ ก็ช่วยให้คุณเทรดตามเทรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่หลุดจากเทรนด์ได้อย่างแน่นอน!
อยากเก่งเรื่องเทรนด์แบบมือโปร?
เราแนะนำคอร์สดีๆ จาก All Forex Academy มีคอร์สหลากหลายให้เลือก เรียนจบความรู้แน่นแน่นอนค่ะ
Price Action Mastery ดูเทรนด์ + จุดเข้าแบบมือโปร
Trend Strategy Blueprint จังหวะเข้าเทรนด์ 3 แบบ ที่ใช้ได้จริงทุกตลาด
ZoneLock Method ใช้ Demand/Supply จับจุดย่อแม่นแบบกองทุน